Welcome to you2play.com

ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
 
หน้าแรก | ศิลปิน | ฟังเพลง | ดูวีดีโอ | ข่าวศิลปิน | เว็บบอร์ด | ซื้อเพลง-วีดีโอ | โหลดลงมือถือ | ซื้อแผ่น | มุมสมาชิก | ติดต่อโฆษณา
Top Sellers
Digital Download
1. เดียวดาย
โทร์ มาย วินโดว์ (คิด ดอนผีบิน)
2. เจ็บมาพอแล้ว Ft. แนน FiF
จั๊ก บิ๊ก (Jugg Big)
3. กงสี่กงสี่วันตรุษจีน (ไทย-จีน)
เพิร์ล (Pearl)
Mobile Download
1. พูดไม่คิด Feat.ฟักกลิ้ง ฮีโร่
Season Five
2. Rolling in the Deep
Adele
3. เธอคือของขวัญ
สิงโต นำโชค
4. Jeep (จี๊ป)
วัชราวลี
5. Cinderella
Tattoo Colour
Digital Download 9 Baht
วิธีการซื้อสินค้า ชำระเงิน
ติดต่อเรา
ห้องสนทนาภาษาเพลง
คำค้นหาฮอตฮิต
สาระแนแชนแนล , เพลงอินดี้ , ฮาจะเกร็ง , ดุนดารา , นั่งยางโชว์ , อดทนกับความเหงา , แพ้ใจ , มันคงเป็นความรัก , เบาเบา , เพ้อเจ้อ , ระบายเฉยๆ , เพลงประกอบละครกลรักลวงใจ , the lazy song , สมศักดิ์ศรีวิถีคนกล้า , คนที่แสนดี , รัก , MV , เสียงรอสาย , ตัวอย่างหนัง , ภาพยนตร์ , โค้ดเพลง , singular , better weather , เกมส์ , you2play , sqweez animal , เลดี้ กาก้า , sqweez animal , พูดไม่คิด , หยุด ,

webmaster
คุณกำลังดูข้อมูลส่วนตัวของ คุณ webmaster

เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับเราเมื่อ : 28 กันยายน 2550
ลงชื่อเข้าระบบล่าสุดเมื่อ : 23 มกราคม 2555
วันเกิด :
Gender : ผู้ชาย
แนวดนตรีทีชอบ : คุณ webmaster ไม่ได้ระบุแนวดนตรีที่ชื่นชอบครับ


Introduction :
คุณ webmaster ไม่ได้ระบุข้อความแนะนำตัวครับ

10 กระทู้ล่าสุดที่ตั้งโดยคุณ webmaster จากทั้งหมด 105 กระทู้

10 กระทู้ล่าสุดที่ตอบโดยคุณ webmaster จากทั้งหมด 241 ครั้ง

10 ความเห็นล่าสุดที่คุณ webmaster ได้ให้ไว้กับเพลงของ you2play จากทั้งหมด กระทู้

  • ลับสุดยอด
    ขอบคุณ moagnes สำหรับเนื้อเพลงนะครับ :)

    เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553
  • Dirty Desire
    แก้ไขให้แล้วนะครับ ^^

    เมื่อวันที่ 02 กุมภาพันธ์ 2553
  • เพลงสุดท้าย
    Code Embed ช่องขวามือครับผม

    เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552

10 ความเห็นล่าสุดที่คุณ webmaster ได้ให้ไว้กับวิดิโอของ you2play จากทั้งหมด กระทู้

  • This Way To Heaven Charity Concert : รวมศิลปิน reviewer
    คลิปที่ 1 เพลง แค่เธอก็พอ_GR,Nui Wiriyapa
    คลิปที่ 2 เพลง เธอทั้งนั้น_GR,The Begins
    คลิปที่ 3 เพลง กลับมา_GR,Friday
    คลิปที่ 4 เพลง ลมหายใจ_GR,Crescendo
    คลิปที่ 5 เพลง ที่แห่งนี้_GR,P.O.P
    คลิปที่ 6 เพลง หยุด_รวมศิลปิน

    เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552

10 ความเห็นล่าสุดที่คุณ webmaster ได้ให้ไว้กับอัลบั้มต่าง ๆ

Leaders Not Followers Pt2 (2004 - Century Media)
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551

NAPALM DEATH
LEADERS 1T FOLLOWERS: PART 2

ชื่อเสียงของ Napalm Death นั้น อยู่คู่วงการเมตัลมายาวนาน มีผลงานออกมามากมาย ในประเทศไทยเราเองนั้น ผลงานของวงมีต้นสังกัดในบ้านเรานำมาเผยแพร่อยู่ตลอด แม้จะไม่ได้มีทุกชุดก็ตาม อย่างในยุคแรกสุดเลยในเป็นลิขสิทธิ์ของ Sony มีอัลบัม Utopia Banished หรือ อย่าง Death by Manipulation หลังจากนั้นเป็นสังกัด VMP ที่ทยอยนำเอาอัลบัมเก่ามาออกใหม่ และก็มี Diatribes อัลบัมในยุคกลางที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แล้วหายไปสักระยะหนึ่ง กลับมาอีกทีในอัลบัม Enemy of the Music Business โดย Psychic Scream Entertainment ถึงตอนนี้มี อัลบัม Leaders Not Followers: Part 2 ที่เป็นการนำเอาเพลงในวงการอันเดอร์กราวน์ดยุค 80s ล้วนๆมาเล่นใหม่ ซึ่งได้ ค่าย Platinum เป็นผู้รับช่วงต่อ

วง Napalm Death นั้นอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีรากฐานมาจากพังก์/ฮาร์ดคอร์ ที่เป็นผู้บุกเบิกวงการไกรน์ดคอร์ในอัลบัมอย่าง Scum หรือ From Enslavement to Obiteration ถัดมาเปลี่ยนมาเล่นเดธเมตัลเต็มตัวใน Harmony Corruption ต่อมาหันมาเล่นฮาร์ดคอร์ ตั้งแต่หลังอัลบัม Fear, Emptiness, Despair เป็นต้นมา แล้วกลับมาเป็นเดธสุดโหดอีกครั้งในยุคหลังๆ มาถึงชุดนี้ ทางวงหันไปหารากเหง้าของตัวเองเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วอีกครั้ง ด้วยการนำเอาเพลงจากวงฮาร์ดคอร์และเมตัลมาเล่นใหม่ ทางวงชี้แจงว่าจะมีออกมาเป็นซีรีย์ โดยชุดแรกนั้นออกเมื่อปี ’99 เป็นอีพี 6 เพลง วงที่คัฟเวอร์ เช่น Death, Dead Kennadys และจะมี Part 3 ออกมาอีกแน่ แต่ยังไม่ได้กำหนดเวลา

สมาชิกชุดนี้เป็นสมัยคลาสสิกเมื่อปี ‘91 คือ บาร์นีย์ กรีนเวย์ (ร้อง), เชน เอมบิวรี (เบส), มิตช์ แฮร์ริช (กีตาร์), เจซซี ปินทาโด (กีตาร์) และ เดนนี เฮอร์เรลา (กลอง) เพลงที่ทางวงนำมาคัฟเวอร์นั้น นักสะสมทั้งหลายเห็นแล้วต้องน้ำลายหก เพราะล้วนแล้วแต่เป็นงานในระดับหายากทั้งสิ้น เช่นงานเดโม หรืองานขึ้นหิ้งของวงเมตัลที่ขึ้นชื่ออย่างเช่น Supultura, Kretor, Massacre, Hellhammer หรือ Master รวมทั้งวงฮาร์ดคอร์ชั้นดีอย่าง Agnostic Front, Discharge, The Offenders หรือ Die Kreuzen ซึ่งภายในปกมีเขียนบอกรายละเอียดเอาไว้หมดว่าเพลงนี้เอามาจากอัลบัมใด ออกปีไหน ต้นสังกัดเป็นใคร และทำไมจึงนำมาชำแหละใหม่อีกครั้ง

แค่เพียงเสียงกระหน่ำกลองที่เป็นอินโทรของ Lowlife นั้นก็ทำให้สารอะดรีนาลีนในร่างกายสูบฉีดพุ่งขึ้นอย่างแรง พอทุกเครื่องดนตรีเริ่มทำงานพร้อมกันเท่านั้นแหละ คุณเอ๊ย เหมือนโดนระเบิดนาปาล์มถล่มเข้าใส่รูหูเลย ด้วยสปีดกลองของแดนนี ที่เหยียบกระเดื่องอย่างกับพวกสิบล้อเมายา กีตาร์ของเจซซีกับมิตซ์ สับคอร์ดไวซะยิ่งกว่าพ่อค้าหมูที่ตลาดสดสับหมูบะช่อ เบสโดยเชน นั้นก็ตบจนแก้วหูแทบฉีก ส่วนเสียงร้องของบาร์นีย์ แม้จะไม่ถึงขั้นพยายมสะดุ้ง แต่ก็ดุไม่แพ้หมาบ้าแล้วกัน รวมแล้วทำให้เหล่าวงเจ้าของเพลงต้นฉบับได้ยินแล้วต้องรีบวิ่งเข้ามากราบตีนสมาชิกทั้ง 5 คนโดยเร็ว อายุปูนนี้แล้วยังอัดได้ว่องไม่ต่างจากวัยรุ่นกลัดมัน ถึงจะไม่ได้ไวเท่ากับ ”ความเร็วแสง” อย่างในสมัยที่พวกเขายังรุ่นๆ แต่เพลงทั้งหมดในอัลบัมนี้อยู่ในระดับ ”ความไวเสียง” ทั้งนั้น ด้านความยาวมีตั้งแต่ไม่ถึงนาที จนกระทั่ง 4 นาทีเลยทีเดียว

นอกจาก 19 เพลง ในเวลา 43 :16 นาทีแห่งความโกลาหลที่คุณจะได้รับฟังแล้ว ยังมีวิดีโอคลิปแสดงสดเพลง Lowlife ยาว 3 นาทีกว่าให้คุณดูอีกด้วย อย่ารอให้ใครมาบอกคุณว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” ในการสละทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อแลกกับผลงานของ Napalm Death ชุดนี้ ซึ่งทำออกมาได้สมดังชื่ออัลบัม และไม่รู้ว่างานลำดับต่อไปทางวงจะเล่นออกมาในรูปแบบไหน รู้แต่เพียงว่า Leaders Not Followers: Part 2 นี้ทำให้ทางวงทวงตำแหน่งจ่าฝูงของวงการเมตัลคืนมาเป็นที่เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง...เท่านั้นเอง

Praphon

Smear Campaign
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551

NAPALM DEATH
SMEAR CAMPAIGN

สตูดิโออัลบัมชุดล่าสุดของ Napalm Death โคตรวงไกรน์ดคอร์จากเบอร์มิงแฮม เมืองผู้ดี ที่ใช้ชื่อว่า Smear Campaign (หมายถึงนโยบายหาเสียงโดยการใส่ร้ายผู้อื่น) ช่างเป็นชื่อที่บ่งบอกถึงตัวตนและเนื้อหาเพลงทั้งหมดในอัลบัมนี้ได้อย่างเหมาะเหม็ง กอปรกับอาร์ตเวิร์กที่เข้าตรงประเด็นอีก ไม่ว่าจะเป็นภาพไอ้โม่งใส่หน้ากากแบบพวกผู้ก่อการร้าย, ภาพการเดินขบวนประท้วง, ภาพประชากรอดอยากปากแห้ง และอื่นๆอีกบนหน้าปกอัลบัม ทุกอย่างสื่อออกมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อม เมื่อผสานเข้ากับดนตรีของวง เลยเป็นเหตุให้อัตราความมันพุ่งทะลักแบบยั้งเอาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว

สำหรับสมาชิกวงยังเป็นไลน์อัปเดิม คือ มาร์ก “บาร์นีย์” กรีนเวย์ แหกปาก, เชน เอมบูรี ตบเบส, มิตช์ แฮร์ริส สับคอร์ดกีตาร์ และแดนนี เฮอร์เรรา ตะบันกลอง เช่นเดียวกับในส่วนของโปรดิวเซอร์ ที่ยังคงทำงานกับรุส รัสเซล เหมือนเคย ใครที่คิดว่าอัลบัมก่อนเจ๋งแล้ว (อ่านรีวิวใน MM 20) คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะเหนือ The Code is Red…Long Live the Code ยังมี Smear Campaign ที่เปรียบเสมือนการนำอัลบัมชั้นเยี่ยมของวงทั้ง 2 แนวทาง ได้แก่ สมัยที่เป็นไกรน์ดคอร์ (Scum และ From Enslavement to Obliteration) กับยุคเดธเมตัล (Harmony Corruption และ Utopia Banished) มาผนวกเข้าด้วยกัน อธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เป็นไกรน์ดคอร์ที่ไวจัด แต่นำมาเล่นให้มีความยาว และใส่ความเป็นเดธเมตัลเข้าไปมากขึ้น เพลงหนึ่งจะมีท่อนปั่นเร็วจี๋ ผ่อนด้วยท่อนหนักโหด ความยาวเฉลี่ยประมาณเพลงละ 3 นาที

เปิดอัลบัมด้วย Welt Schmerz อินโทรที่เหมือนกดปุ่มสั่งการยิงระเบิดนิวเคลียร์ เพราะว่าหลังจากนี้ไป ทุกเพลงดังสนั่นหวั่นไหว ด้วยเครื่องดนตรีที่ปลดปล่อยอาณุภาพทำลายล้างสูงสุด พุ่งตรงเข้าสู่เป้าหมายด้วยความเร็วจัด โสตประสาทของคุณจะแหลกเป็นจุล ด้วยเพลงอย่าง Sink Fast, Let Go (สุดโกลาหล เร็วเป็นจรวด เด็ดขาดด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูง ส่วนท่อนช้า ก็หนักหน่วงแบบมหากาฬ), Fatalist (เน้นความหนักแน่นและร้องกดต่ำในตอนต้น พอกลางเพลงเร่งสปีดขึ้น), Puritanical Punishment Beating (บุกตะลุยตั้งแต่ต้น อัดแน่นด้วยบลาสต์บีตหัวหมุน), When All is Said and Done, Freedom is the Wage of Sin (เสียงร้อง 2 โทนสอดประสานกัน พ่วงด้วยกลองความเร็วแบบยมบาลกวักมือเรียก), In Deference (ขึ้นด้วยเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู พร้อมดนตรีห้อตะบึงไม่แพ้สมัยยังหนุ่มยังแน่น และได้ Annege van Giersbergen นักร้องสาวจาก The Gathering มาสร้างความแตกต่าง) ที่เอ่ยไปนี่เป็นเพลงแรกของอัลบัม ยังหาแทร็กที่พอจะเรียกได้ว่าด้อยไม่เจอเลย ทางด้านเพลงในครึ่งอัลบัมหลังอย่าง Short-Lived , Identity Crisis, Shattered Existence, Eyes Right Out, Warped Beyond Logic, Rapid Wolves (For Christ), Deaf and Dumbstruck (Intelligent Design) หรือ Persona Non Grata ไม่มีเพลงไหนเลยที่สปีดตก (ยกเว้นไตเติลแทร็กเพลงปิดอัลบัมเพียงเพลงเดียวที่เป็นมิดเทมโป) ทุกเพลงอัดยับชนิดที่ว่าคนฟังยังลิ้นห้อย หอบแฮ่กๆ แล้วคิดดูคนเล่นจะขนาดไหน ทำให้ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่เล่นอยู่นี้จะมีวัยล่วงเลยเกือบถึง 40 ปีแล้ว
“สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง” คงใช้ไม่ได้กับ Napalm Death เพราะยังคงอัดกระหน่ำแบบสุดระห่ำ จนลืมคำว่าแก่ไปเลย 10 กว่าปีที่แล้วเร็วยังไง ตอนนี้ก็ยังคงความเร็วนั้นไว้ แถมด้วยทักษะและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งคงต้องบอกว่า “ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด” เท่านั้นถึงจะเหมาะสมกับเหล่าลุงๆวงนี้

Praphon


In Requiem
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551

PARADISE LOST
IN REQUIEM

เสียงตอบรับที่มีให้กับ In Requiem อัลบัมใหม่ล่าสุดของ Paradise Lost จากต่างประเทศล้วนแล้วแต่ออกมาในแง่บวกทั้งสิ้น โดยงานชุดนี้ทางวงย้ายมาอยู่กับ Century Media เป็นชุดแรก หลังจากที่มีผลงานตกต่ำจนแฟนเพลงเมินหน้าหนีอยู่หลายชุด แต่ด้วย In Requiem นี้น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งของวงเลยทีเดียว

หากใครที่เป็นแฟนของ Paradise Lost และติดตามผลงานมาคงพอจะทราบกันดีแล้วว่าพวกเขาเล่นหลายแนวมาก เริ่มตั้งแต่ดูม/เดธในชุดแรกอย่าง Lost Paradise ก่อนจะมีอัลบัมชื่อ Gothic ที่เป็นต้นแบบให้กับแนวกอธิกเมตัล ซึ่งดนตรีและเสียงร้องยังกดต่ำแบบเดธอยู่ แล้วค่อยๆเล่นเบาลงเรื่อยๆ พอมาถึงชุด Host เมื่อปี1999 โดยในชุดนั้นถือเป็นครั้งแรกของวงที่ย้ายจาก Music for Nations สังกัดอินดีเล็กๆในอังกฤษมาอยู่กับสังกัดใหญ่อย่าง EMI พวกเขาก็เปลี่ยนแนวเพลงไปเป็นซินธิ์ป๊อป และหลังจากอัลบัมนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่เคยมีงานชิ้นใดเลยที่จะเป็นที่น่าประทับใจ จวบจนอัลบัมที่แล้วที่ใช้ชื่อเดียวกับวงซึ่งออกกับสังกัด G.U.N. ของเยอรมนีที่พอจะกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาได้เล็กน้อย อ่านถึงตรงนี้แล้วคงมีบางคนสงสัยว่าแล้วงานใหม่ของวงจะออกมาในรูปแบบไหน สรุปแบบสั้นๆง่ายๆเลยนะครับก็คือ ซาวน์ดโดยรวมเป็นกอธิกเมตัลประมาณชุด Draconian Times เมื่อปี’95 งานที่ทำให้ทางวงประสบความสำเร็จมากที่สุดนั่นเอง

ว่ากันถึงในแง่ของอาร์ตเวิร์ก Draconian Times ที่รังสรรค์โดยฮอลลี วอร์เบอร์ตัน อาจจะมีอาร์ตเวิร์กที่สวยงามวิจิตรบรรจงกว่า ทว่าใน In Requiem ที่ได้เซธ ซิโร แอนตัน จิตรกรชาวกรีกมาทำงานก็สวยงามไปคนละแบบ งานของเขาออกมาในโทนโหดร้าย ดุดัน เข้ากับดนตรีเมตัลมากกว่า จึงไม่แปลกที่วงอย่าง Belphegor, Nightrage, Vader, Decapitated, Heaven Shall Burn และ Rotting Christ จะเลือกใช้บริการเขา ซึ่งชุดนี้นับเป็นชุดที่ 2 แล้วที่เขาทำปกให้กับ Paradise Lost นอกเหนือจากด้านอาร์ตเวิร์กแล้ว โปรดักชันอื่นๆก็ขนเอาทีมงานมืออาชีพมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์อย่างไรส์ ฟูลเบอร์ (Fear Factory, Front Line Assembly) และมิกเซอร์อย่างไมก์ เฟรเซอร์ (Metallica, AC/DC, Van Halen) ส่วนในเรื่องของดนตรีนั้น In Requiem ก็ทำออกมาได้สูสีคู่คี่กับงานชั้นเยี่ยมในอดีตชุดนั้นจนยากที่จะตัดสินแพ้ชนะกันได้

เปิดอัลบัมด้วย Never for the Damned น้ำเสียงของนิก โฮมส์ ออกมาโทนเดียวกับเจมส์ เฮตฟีลด์เดะๆเลย ในส่วนของดนตรีฟังเผินๆอาจจะคล้ายกับชุดปกดำงูขด แต่ทว่าด้วยรายละเอียดอย่างพวกคอรัสหรือไลน์คีย์บอร์ดทำให้ซาวน์ดของวงต่างออกไป จึงไม่แปลกที่ครั้งหนึ่ง Kerrang! จะขนานนามให้กับ Paradise Lost ว่า “The Next Metallica” แทร็กต่อมาอย่าง Ash & Debris เสียงประสานฟังหดหู่และสอดแทรกด้วยไลน์เปียโนให้อารมณ์กอธิกได้ดี ลีลาลีดกีตาร์ของเกรก แมกอินทอช สวยงามเข้ากับเพลง The Enemy ซิงเกิลแรกของอัลบัมได้ฮีเธอร์ ธอมป์สัน นักร้องนำสาวจากวง Tapping the Vein ร่วมด้วยลีอาห์ แรนดิ (ศิลปินชาวอเมริกัน ที่ร้องและเบสเคยออกอัลบัมมาแล้วหลายชุด) มาร้องคอรัส ทำให้เป็นแทร็กเด็ดประจำอัลบัมก็ว่าได้ ส่วน Praise Lamented Shade นำมาโดยไลน์คีย์บอร์ดหม่นๆ เครื่องสายคอยหนุนหลังบางๆ จังหวะช้าๆเย็นยะเยือก ซึ่งนิก โฮมส์ก็ปรับมาร้องเสียงโทนเศร้าสร้อย ต่อเนื่องด้วยไตเติลแทร็กที่อินโทรด้วยซาวน์ดอลังการ แต่มีริฟฟ์กีตาร์และกลองหนักๆคอยเบรกไม่ให้เพลงโดยรวมเฉื่อยจนเกินไป เช่นเดียวกับ Unreachable, Fallen Children, Beneath Black Skies (ทางเบสโดดเด่นมาก) ขณะที่ Prelude to Descent กับ Sedative God มีจังหวะจะโคนช้าๆรวมถึงกีตาร์ก็ตีคอร์ดยานๆแบบดูมด้วย ปิดท้ายด้วย Your Own Reality แบบหดหู่สุดๆ เป็นเพลงเนิบๆที่มีเสียงประสานกับดนตรีและเสียงร้องที่ให้อารมณ์แบบกอธิกจริงๆ

แฟนของ Paradise Lost ที่ชอบอัลบัม Draconian Times ต้องถูกใจกับ In Requiem อย่างแน่นอน ส่วนคนที่ชอบซาวน์ดแบบดูม/เดธอย่างในยุคแรกๆ ถ้าไม่ยึดติดจนเกินไปก็คงรับอัลบัมใหม่นี้ได้อย่างไม่กระอักกระอ่วนใจ เพราะเป็นงานที่ทางวงกลับมามีฟอร์มที่เข้าฝักอีกครั้งหนึ่ง

Praphon

The Code is Red…Long Live the Code
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551

NAPALM DEATH
THE CODE IS RED…LONG LIVE THE CODE

อัลบัมชุดที่แล้ว Leaders Not Followers: Part 2 ซึ่งเป็นงานคัฟเวอร์ทั้งหมด น่าจะเรียกได้ว่าเป็นแมตช์กระชับมิตร ไม่ก็นัดอุ่นเครื่องก่อนจะเตะกันจริงใน The Code is Red…Long Live the Code ชุดนี้ เพราะว่านี่คือการหวดแบบถึงลูกถึงคน ไม่มีการออกมือออมตีนหรือว่าออมแรงแม้แต่นิด ซัดกันแบบให้ตายไปข้างนึง ประหนึ่งนิดชิงเลยกระมัง

สมาชิกยังคงเหมือนกับชุดที่แล้ว มาร์ก “บาร์นีย์” กรีนเวย์ (ร้อง), เชน เอมบูรี (เบส/ประสานเสียง), มิตช์ แฮร์ริส (กีตาร์/ประสานเสียง) และเดนนี เฮอร์เรรา (กลอง) ทางด้านปกอัลบัมที่เป็นรูปผู้นำหลายๆคนและอาร์ตเวิร์ตทั้งหมดเป็นหน้าที่ของมิก วอร์วิก เจ้าเดิมที่ทำงานให้กับวงมาอย่างยาวนาน เขายังทำงานให้กับอีกหลายๆวงด้วย เช่น Gorerotted, Lockup, Desecration เป็นต้น นอกจากเป็นจิตรกรแล้วหมอนี่ยังเป็นมือกลองเจ้าของวงมากมายอย่าง Anaal Nathrakh, Frost, Mistress, Professor Fate, Fukpig, Disgust และล่าสุด Born to Murder the World ที่ทำกับเชน เอมบูรีอีกด้วย นับว่าเป็นศิลปินของวงการเมตัลที่มีฝีมือฉกาจมาก
15 แทร็ก ในเวลา 40 กว่านาทีนี้ จะปั่นหัวคุณจนหมุนได้รอบ 360 องศา ตั้งแต่ Silence is Deafening เรื่อยไปยัง Right You Are, Diplomatic Immunity, ไตเติลแทร็ก, Climate Controllers, Instrument of Persuasion, The Great and the Good (เจลโล ไบฟรา ณ Dead Kennedys ร่วมแหกปาก), Sold Short (เจมีย์ จาสตา กระบอกเสียง Hatebreed ช่วยเพิ่มความหนวกหู), All Hail the Grey Down, Vegetative State, Pay for Privilege of Breathing, Pledge Yourself to You (ได้รับเกียรติจากเจฟฟ์ วอลเกอร์ เบส/ร้อง แห่ง Carcass มาทำลายล้างขี้หู) ไปจนถึง Striding Purposefully Backwards ริธึมแต่ละเพลงบดขยี้ กีตาร์สับคอร์ดกระจุย เบสตะปบด้วยความไวสูง กลองเฆี่ยนพร้อมกระทืบกระเดื่องเร็วสุดแรงเกิด ร้องกดต่ำๆเป็นหลัก สลับกับกรีดเสียงแหลม แถมด้วยการประสานเสียงเพิ่มความซาดิสต์ แต่ละเพลงเต็มไปด้วยบลาสต์บีต ความไวแสง จินตนาการถึงการเอาหัวคุณใส่ไปในเครื่องปั่น แล้วกดเบอร์ที่เร็วที่สุดนั่นแหละน่าจะเหมาะ มีก็เพียงแค่ 2 แทร็กสุดท้าย Morale กับ Our Pain is Their Power เท่านั้นที่ไม่ได้อัดกระหน่ำแบบไม่คิดชีวิต เพลงแรกจังหวะหนืดๆ ฟังแล้วอึดอัด ส่วนเพลงหลังมีซาวน์ดวังเวง ให้บรรยากาศเครียดทีเดียว

หากคุณเป็นคนที่ไม่กลัวแก้วหูแตก ขอท้าให้คุณลอง The Code is Red…Long Live the Code อัลบัมไกรน์ดคอร์ชั้นเยี่ยม จาก Napalm Death เจ้าพ่อแห่งวงการไกรน์ดคอร์ หยิบชุดนี้ใส่ไปในเครื่องเล่น เปิดเสียงให้เต็มแมกซ์ กรอกใส่หูฟัง แล้วดูสิว่าจะเป็นอย่างไร บอกสั้นๆได้เลยว่า ไม่ตายก็คางเหลืองแน่ๆงานนี้ ฉะนั้นแล้วหูใครยังไม่เสริมใยเหล็ก กรุณาไปทำให้เรียบร้อย เพื่อความปลอดภัย

Praphon

The Atrocity Exhibition - Exhibit A
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551

EXODUS
THE ATROCITY EXHIBITION: EXHIBIT A

ผลงานล่าสุดของ Exodus ซึ่งเป็นชุดที่ 3 กับ Nuclear Blast แล้วนะครับ ก็ถือว่าเป็นวงที่มีผลงานสม่ำเสมอวงหนึ่งในช่วงหลังมานี้ ซึ่งไม่ว่าจะเพราะกระแสแธรชเมตัลกำลังมาแรง หรือเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากทางต้นสังกัดเป็นอย่างดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ายินดีสำหรับแฟนเพลงทั้งสิ้น

ชื่อของ Exodus กับคอแธรชเมตัลในบ้านเรานั้น อาจจะไม่ถึงกับใกล้ชิดสนิทแน่นเทียบเท่า Metallica หรือ Megadeth นะครับ แต่ความที่เป็นวงคงกระพันวงหนึ่ง อีกทั้งเมื่อปีกลายยังมาโชว์ให้เราได้ดูกันสดๆด้วย ก็เลยทำให้พวกเขาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งนะครับที่ต้องแยกยุคของวงให้ดี เพราะถ้าเกิดชอบงานตั้งแต่สมัย Bonded by Blood แล้ว จะคาดหวังให้ดนตรีของ Exodus ทุกวันนี้เป็นเช่นนั้น ก็คงเป็นไปไม่ได้ อยากให้ลองนึกถึงผลงานของ Sodom หรือ Destruction แล้วเปรียบเทียบยุคแรกกับปัจจุบันกันดูสิครับ แม้เราจะยังเรียกวงเหล่านี้ว่าแธรชเมตัล แต่ดนตรีก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เช่นเดียวกับ Exodus ที่มีแนวทางของดนตรีซึ่งถ้าพูดให้ดูดี ก็ต้องบอกว่าทำดนตรีร่วมสมัยหรือพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะการมี Rob Dukes ที่เพิ่งเข้ามาร้องนำให้กับวงเป็นครั้งแรกในชุดก่อนหน้า (Shovel Headed Kill Machine’05) ก็ยิ่งทำให้ดนตรีของอัลบัมนี้เหมือนถูกตีกรอบการเปรียบเทียบให้แคบลงไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจากภาพรวมแล้ว แม้ด้านไลน์อัปจะเปลี่ยนมือกลองจาก Paul Bostaph มาเป็น Tom Hunting อีกครั้ง ก็แทบไม่มีผลใดๆต่อดนตรีเลย Rob Dukes ยังร้องด้วยสไตล์แผดหลอดคอได้ดิบกระด้างดังเดิม (คนละสไตล์กับ Baloff และ Souza) ขณะที่เพลงในอัลบัมก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป อาทิ Riot Act สปีดดุดันที่มีกีตาร์อัดเป็นแนวตรงไปตลอด Funeral Hymn แธรชเมตัลสากหยาบ ออกจะเนิบๆด้วยซ้ำ แถมมีเสียงร้องติดสำเนียงฮาร์ดคอร์มานิดๆในช่วงท้าย ส่วน Children of a Worthless นั้นคงต้องยกให้เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกมากที่สุด อีกทั้งยังใส่ท่อนฮุกให้ร้องประสานตามกันได้ น่าจะเป็นเพลงขายและเอาไว้เล่นสดมันแน่ๆ ส่วนไตเติลแทร็กเป็นเพลงยาวเหยียดเกิน 10 นาที (ชุดนี้จะมีเพลงยาวๆเยอะมาก) รายละเอียดเพียบ มีทั้งท่อนเนิบสลับเร็ว กีตาร์เน้นเทคนิคแพรวพราวทั้งเมนริฟฟ์และท่อนโซโล ขณะที่ As it Was, As it Soon Shall Be กับ The Garden of Bleeding กลับมีริฟฟ์สากอืดฟังดูทื่อๆ จืดชืดไปหน่อย ผิดกับ Iconoclasm สปีดแธรชพันธุ์ดิบ ที่มีเสียงร้องโหด ภาครึธึมเจ๋ง โซโลคู่ระหว่าง Gary Holt กับ Lee Altus เหลือกินเหลือใช้ เช่นเดียวกับเพลงปิดท้าย Bedlam 1-2-3 ที่อัดกันเมามันตั้งแต่ต้นยันจบ กีตาร์ลีดยังผลัดกันรุก-รับแบบสุดเหวี่ยง นี่ล่ะครับ Exodus ของจริง อ้อ...ยังมีฮิดเดนแทร็กซ่อนเอาไว้อีกเพลงหนึ่งด้วย แต่มีสไตล์ออกไปทางอเมริกันลูกทุ่งที่ใช้แบนโจมาเล่นเอาไว้ฟังขำๆนะครับ ชุดนี้ยังได้ Andy Sneap ที่เคยทำหน้าที่มิกซ์ซาวน์ดในชุดที่แล้วมาเป็นโปรดิวเซอร์เต็มตัว ช่วยในการตัดสินใจได้อีกแรง ซึ่งดูมาตรฐานการทำงานแล้วก็ยังไม่ลดถอยไปจากผลงานก่อนหน้านี้ แต่บวกคะแนนความสดใหม่ให้ด้วย ก็ยังถือว่าเสมอตัวนะครับ

อัลบัมนี้ทำออกมา 2 ปกภาพวาดโดย Seth (Paradise Lost, Soilwork, Old Man’s Child, etc.) ทางแพลตินัมก็มีให้ทั้งสองแบบเลย มีทั้งแบบปกติและที่โดนแบน เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับการส่อเสียดศาสนาตามเนื้อเพลงในอัลบัม (ทั้งๆที่ดูแล้วธรรมดามาก) ส่วนชื่ออัลบัมที่มีคำว่า Exhibit A ต่อท้าย ก็คล้ายๆกับบอกว่าภาค 2 (Exhibit B) จะตามมาอีกในไม่ช้า...

METAL SAVAGE


  2009 you2play.com. All rights reserved.